จีนเล็ง นำเข้า สินค้าการเกษตรเพิ่ม โอกาสของผู้ประกอบการไทย

จีนเล็ง นำเข้า สินค้าการเกษตรเพิ่ม โอกาสของผู้ประกอบการไทย

จีนกำลังมีความต้องการสินค้า นำเข้า โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเพิ่ม หลังจากความต้องการภายในประเทศยังคงเพิ่มสูง ซึ่งนี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทยด้วย 

ในเวลานี้คงยากจะปฏิเสธว่า จีนนับเป็นตลาดใหญ่ของโลก และเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้ประกอบการทั่วโลกทั้งในแง่การนำเข้าและส่งออก  

โดยเฉพาะในเวลานี้ ความต้องการด้านสินค้าบริโภคและอุปโภคยังคงพุ่งสูงในจีน ทำให้ภายในประเทศเองก็ไม่สามารถผลิตได้ทัน จีนจึงเล็งการ นำเข้า สินค้าและผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรมากขึ้นตามรายงานที่มีออกมาในช่วงหลังจากหลายสำนักข่าวของจีน  

จีนลดการนำเข้าและส่งออกไปสหรัฐ 

ทั้งนี้ หากย้อนไปดูข้อมูลและรายงานต่าง ๆ จากปี 2018 ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ประกาศมาตรการเปิดกว้างสำหรับการนำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรที่มีคุณภาพเข้ามามากขึ้น เพื่อรองรับการความต้องการของผู้บริโภคในจีน และกำลังซื้อที่มากขึ้น ในขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศก็ยังคงไม่เพียงพอ 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ จีนมีการนำเข้าสินค้าการเกษตรจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาในปริมาณมหาศาล แต่เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา จากสงครามการค้าที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อน หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากจีน และหันมาชูนโยบายชาตินิยม ทั้งในแง่ของความพยายามที่จะย้ายฐานการผลิตของบริษัทจำนวนมากในสหรัฐ ให้กลับมาที่จีน และการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน จึงส่งผลกระทบโดยตรงทั้งต่อตลาดจีนและอเมริกา  

แน่นอนว่า ทางจีนเองก็ไม่ได้อยู่เฉย แต่เลือกที่จะหาทางตอบโต้ด้วยการลดการนำเข้าส่งออกสินค้าหลายกลุ่มจากสหรัฐด้วย โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์การเกษตร ซึ่งก็ทำให้เวลานี้ภาคการเกษตรของสหรัฐเองกำลังประสบปัญหาไปด้วย 

เปิดกว้างด้านการนำเข้ามากขึ้น 

นอกจากนี้ จีนยังมีการประกาศเปิดกว้างเรื่องการนำเข้า ไม่ว่าจะในแง่ของการลงทุนจากต่างชาติ และอื่น ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการส่งสัญญาณไปถึงการตอบโต้ต่อท่าทีของสหรัฐในระหว่างสงครามการค้า ว่าจีนจะหันมาเปิดกว้างด้านการนำเข้าสินค้าจากต่างชาติโดยที่จะไม่ยึดติดกับสหรัฐอเมริกาอีก  

สำหรับการดำเนินการของจีนในช่วงที่ผ่านมา คือความพยายามที่จะผูกสัมพันธ์และยกระดับทางการทูตกับหลายประเทศให้มากขึ้น หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีความพยายามที่จะแสดงตัวในเวทีโลกในแง่ทางการค้าและการทูตไปจนถึงความสัมพันธ์ด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะใน ทวีปเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และอเมริกาใต้ ให้มากขึ้น ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาทางการค้าระหว่างประเทศ และขณะเดียวกันก็เป็นการหาพันธมิตรเพิ่มเติมในเวทีโลกอีกด้วย 

อัพเดทสถานการณ์ 

ถึงแม้ว่าในช่วงล่าสุดที่ผ่านมาจากเมื่อเดือน มิ.ย.- ก.ค. 2019 สถานการณ์เริ่มส่งสัญญาผ่อนคลายเมื่อมีข่าวการเจรจารอบใหม่ระหว่าง จีนและสหรัฐ แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ก็คือ “ความยืดเยื้อ” และการต่อรองที่ดูเหมือนว่าจะทำให้เรื่องราวนี้ยังไม่สามารถหาข้อยุติ แม้จะมีรายงานว่า สหรัฐกำลังกลับมาทบทวนมาตรการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าและการยกเลิกการงดเว้นภาษีนำเข้าจากจีนในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลายประเภทแล้วก็ตาม แต่ด้วยปัญหาหลายอย่างที่ส่งผลมาจากหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ผู้บริหารของบริษัท Huawei ถูกจับกุมตัวที่สนามบินในแคนาดา โดยที่จีนมองว่าเป็นการบงการจากสหรัฐ ทั้งหมดนี้ก็ส่งผลกระทบทำให้การเจรจายังคงยืดเยื้อ และยังมีความจำเป็นที่จะต้องอัพเดทสถานการณ์กันชนิด รายสัปดาห์และรายวันเลยทีเดียว 

อนึ่ง มีการเปิดเผยข้อมูลว่า ตั้งแต่จีนเริ่มใช้แนวทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหลังจากการเปิดประเทศของผู้นำจีนรุ่นที่ 2 อย่างเติ้งเสี่ยวผิง เศรษฐกิจหลักของจีนก็มาจากการขับเคลื่อนหลักด้วยการเข้ามาลงทุนจากต่างชาติในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งในปี 2017 อัตราส่วนด้านการลงทุนของต่างชาติในประเทศจีน มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 8 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 138, 000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้นี่เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจจีน 

แน่นอนว่า เมื่อจีนประกาศการเปิดกว้างด้านการนำเข้า ก็นับว่าเป็นอีกโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการในประเทศไทยด้วยเช่นกัน  

ประตูสู่จีน  

เป็นจุดที่น่าจับตา ถ้าต้องการในแง่ของการนำเข้าและส่งออก เนื่องจากเป็นประตูสู่จีน จากเอเชียอาคเนย์ โดยเฉพาะที่ มณฑลกวางตุ้ง  

ในแง่มุมทางเศรษฐกิจแล้ว กวางตุ้งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำจูเจียง (Pearl River Delta) ซึ่งครอบคลุมบริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจีน แล้วยังถูกใช้เป็นมณฑลแรก ๆ สำหรับการทดลองระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมของจีน โดยให้ความสำคัญกับนโยบายตลาดเสรีและการเปิดประเทศซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ยุคของ เติ้งเสี่ยวผิง ใน ค.ศ. 1979  

ปัจจุบัน มณฑลกวางตุ้ง ถือว่าเป็นประตูทางเข้าของจีน ในแง่ของการนำเข้าและส่งออก ซึ่งสำหรับงานใหญ่ของผู้ประกอบการจากทั่วโลกที่ได้รับความสนใจมากขึ้นทุกปี คือ งานแสดงสินค้าที่กวางโจ่ว หรือ Canton Fair ที่มีการจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ก็อยู่ในขอบข่ายของมณฑลกวางตุ้งเช่นกัน  

ในปัจจุบัน ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนในมณฑลกวางตุ้ง ก็ส่งผลทำให้ที่นี่กลายเป็นมณฑลสำคัญที่มียอดจับจ่ายซื้อของออนไลน์มากที่สุดไปด้วย โดยในปี 2018 ทางบริษัท Alibaba บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน E-Commerce ของจีน ได้ประกาศว่ามณฑลกวางตุ้งแห่งเดียว มีอัตราส่วนในตลาดนี้ของจีนมากกว่าร้อยละ 25 จากการตลาดอีคอมเมิร์ซ หรือการขายสินค้าทางออนไลน์ทั้งหมดในจีน  

ดังนั้นสำหรับผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องศึกษาเรื่องการตลาดที่มณฑลกวางตุ้งไว้ ในฐานะประตูทางเข้าของจีนที่สำคัญครับ