เว็บขายของออนไลน์ ตัวไหนแชมป์ ตัวไหนปัง ตัวไหนมาแรง

เว็บขายของออนไลน์

ทำธุรกิจในยุคนี้ ต้องอาศัย เว็บขายของออนไลน์ หรือ ช่องทางออนไลน์มากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ผสมผสานกับช่องทางออฟไลน์แบบดั้งเดิมด้วย ซึ่งสำหรับในปีที่ผ่านมา สถานการณ์ของสงครามธุรกิจออนไลน์และเว็บขายของออนไลน์ ในประเทศไทยก็กำลังดุเดือดมาก

มาดูกันว่า เวลานี้เว็บอีคอมเมิร์ซที่เข้ามาเจาะตลาดในไทย ใครคือเจ้าตลาด และใครที่กำลังมาแรง หรือมีข้อดีและข้อด้อยในภาพรวมอย่างไรบ้างครับ เพื่อเป็นประโยชน์ทั้งในส่วนของผู้ค้าและผู้บริโภค

คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตเกินครึ่งประเทศ และยังคงเพิ่มขึ้น

มาดูสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยกันเล็กน้อย เพราะสามารถใช้เป็นข้อสนับสนุนได้ว่า ธุรกิจออนไลน์ หรือการขายบนเว็บอีคอมเมิร์ซมีโอกาสดีจริงหรือไม่ รายงานดังกล่าวมาจาก wearesocial ชี้ว่า ประเทศไทยที่มีประชากรราว 69 ล้านคน มีสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 57 ล้านคน ทั้งนี้ แบ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่า53%หรือประมาณ 82% ของประชากรทั้งหมด 

สำหรับผู้ใช้งาน Active บนแอพลิเคชั่นบนมือถือ หรือผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ในเวลานี้มีสัดส่วนการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 51ล้านคน หรือคิดเป็น 74% ของประชากรทั้งหมด และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในปีถัดไปอีกด้วย

รูปแบบ B2C กำลังเติบโต

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของธุรกิจแบบB2C (Business to Consumer) สูงเป็นอันดับที่ 1 ในอาเซียน เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าระหว่างปี2559 และ2560 พบว่า มีมูลค่าเพิ่มมากกว่า1.6 แสนล้านบาท และคาดว่าแนวโน้มจะยังเพิ่มขึ้น

สำหรับรูปแบบ B2C คือช่องทางอีคอมเมิร์ซที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจเป็นผู้ค้าให้กับผู้บริโภค

ปัจจัยที่ทำให้รูปแบบนี้เติบโตขึ้น นอกเหนือจากพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยแล้ว ยังมาจากการพัฒนาระบบให้บริการของเว็บอีคอมเมิร์ซเองด้วยที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งในเรื่องความปลอดภัยในการโอนเงิน การใช้งาน ไปจนถึงความสะดวกรวดเร็ว ในการขนส่ง แล้วยังมีการออกโปรโมชั่นทั้งเรื่องราคาและบริการต่าง ๆ อีกด้วย 

สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมในช่องทางนี้ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง สกินแคร์ อาหารเสริม ไลพ์สไตล์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หนังสือ เป็นต้น 

อีกจุดที่ช่วยเพิ่มและกระตุ้นตลาดช่องทางนี้คือ การเพิ่มขึ้นของ Influencerและ YouTuberที่เข้ามากระตุ้นการตลาด ช่วยดึงดูดผู้ซื้อ 

นอกจากนี้ ช่องทางอีคอมเมิร์ซยังสามารถเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียเช่น Facbbookซึ่งสามารถเริ่มทดลองตลาดผ่านช่องทางนี้ก่อนที่จะขยายออกไปก็ได้ 

Lazada ครองแชมป์เว็บขายของออนไลน์ แต่ก็เริ่มถูกไล่จี้แล้ว 

สำหรับเว็บอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งที่ครองตลาดในประเทศไทย ก็ไม่พ้น Lazada ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นหัวหอกใหญ่สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของบริษัท Alibabaหรือ อาลีบาบา ซึ่งผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของจีน และยังเป็นช่องทางหลักที่ใช้สำหรับเจาะเข้าประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียนด้วย

จากข้อมูลในปีที่ผ่านมา อาลีบาบายังลงทุนในLazada เป็นเงินมากกว่า2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทุ่มให้ Lazada ครองตลาดและเข้าถึงการใช้งานของผู้คนในไทยและอาเซียนโดยเฉพาะ เรียกว่ายอมขาดทุนเลย ขอเพียงทำให้คนไทยใช้งาน Lazada มากขึ้นก็พอ ทั้งคนขายและคนซื้อ

เวลานี้ เราจะพบพบว่าร้านค้าที่เปิดบนเว็บLazada มีการแข่งขันสูงมาก โดยเฉพาะเรื่องการตัดราคาของสินค้าประเภทเดียวกัน อย่างไรก็ตาม Lazada ถือว่าเป็นเว็บที่อาจจะมีความเชื่อถือสูงสุดสำหรับช่องทางเว็บอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเวลานี้ด้วย โดยเฉพาะในแง่คุณภาพสินค้า การจัดส่ง รับประกัน และอื่น ๆ ที่สำคัญคือโดยเฉพาะสินค้าประเภทแบรนด์เนมที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

แต่ปัญหาของ Lazada ที่พบ่บอย เช่น หากไม่ใช่สินค้ากลุ่มแบรนด์เนมที่มีชื่อเสียงอยู่บ้าง หรือถ้าไม่ใช่สินค้าจากตัวแทนจำหน่ายที่มีประวัติที่ดีมาก่อน สินค้าบางประเภทที่อยู่นอกกลุ่มอุปโภค โดนวิจารณ์ว่าใช้งานแทบไม่ได้จริง เนื่องจากสินค้าที่มาจาก Lazada ก็มีการนำเข้ามาจากโรงงานในจีนอีกทีหนึ่ง ซึ่งก็จัดว่าเป็นโรงงานโลกในเวลานี้ ทำให้พบว่าสินค้าบางประเภทอาจจะไม่ได้เหมาะกับการใช้งานในประเทศไทย หรือในแง่พาณิชย์แล้ว เมื่อเอาเข้ามาก็อาจจะไม่รู้ว่าควรจะขายใคร หรือกลุ่มลูกค้าหลักเป็นใคร

แต่ก็มีข้อดีอย่างหนึ่งคือการขอเงินคืน แม้ขั้นตอนจะยุ่งยากไปบ้าง แต่ก็การันตีเงินคืนได้ในระดับหนึ่ง ปัญหาหนึ่งที่กำลังถูกวิจารณ์คือ ค่าจัดส่งที่ค่อนข้างสูง หากเทียบกับเว็บคู่แข่งอย่าง Shopee

แต่สำหรับเวลานี้ Lazada ยังคงเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซที่มีผู้เข้ามาใช้งานเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยในปี 2018 ที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของผู้ค้าและผู้ซื้อ และก็มีแนวโน้มที่จะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นในปีถัดไปด้วย

Shopee ช่องทางที่กำลังมาแรง

เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มาแรงมาก สำหรับเว็บอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee เว็บชื่อดังจากสิงคโปร์ ซึ่งในเวลานี้มีบริษัท Tencent เข้ามาเป็นแบ็กอัพใหญ่ แล้วที่สำคัญคือในปี2018 ที่ผ่านมา Shopee สามารถทำยอดดาวโหลดผ่านทาง App Store สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย และกำลังตี Lazada มากขึ้นทุกที

ด้วยความที่เป็นเว็บอีคอมเมิร์ซที่เข้ามาในไทยหลังจากLazada ที่กำลังจับตลาดอยู่ ทำให้กลยุทธ์ของ Shopee ในช่วงแรกเน้นที่การอออกโปรโมชั่นลดราคากันอย่างเต็มที่สำหรับร้านค้าบนเว็บแต่ละแห่ง

มีข้อดีมากคือ สามารถหาสินค้าที่มีราคาถูกสุด ๆ ได้ โปรโมชั่นแรง และหากเทียบกับ Lazada แล้ว ไม่ต้องเจอชาร์จค่าจัดส่งมาก แต่ก็มีปัญหาที่พบบ่อยคือ สินค้าบน Shopee มีราคาถูกมาก ทำให้ในแง่ของผู้ขายแล้ว ต้องเจอสงครามการตัดราคาที่โหดพอสมควร

ในส่วนของสินค้าที่ได้รับความนิยม มีหลายประเภท เช่น ไลพ์สไตล์ แฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าในครัวเรือน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ สกินแคร์ เครื่องสำอาง อาหารเสริมสุขภาพ เป็นต้น

แต่ก็มีปัญหาของ เว็บขายของออนไลน์ อีกอย่างหนึ่งคือ มักจะมีของปลอมออกมาขายอยู่ค่อนข้างมาก และรวมถึงปัญหาเคลมสินค้าได้ยาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องใช้ชิ้นใหญ่ในครัวเรือน เป็นต้น ซึ่งถ้าได้มาแล้วไม่สามารถใช้งานได้ ปัญหาที่มักพบกันบ่อยอีกเรื่องคือ การติดต่อกับร้านค้าเพื่อขอเคลมก็มักทำได้ลำบากด้วย นี่จึงเป็นอีกข้อหนึ่งที่ทำให้ Shopee ถูกวิจารณ์ แต่ก็กำลังพัฒนาและปรับปรุงกันอยู่สรุปในภาพรวม ในแง่ของผู้ค้าเอง ก็ต้องมีการปรับตัว ซึ่งอีคอมเมิร์ซในไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ควรตกขบวนครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *